สิ่งที่ได้เรียนรู้โดย น้องหมิว
การฝึกงาน เภสัชกรรมอุบลรัตน์: สิ่งที่ได้เรียนรู้โดย น้องหมิว:
สวัสดีผู้อ่านทุกคนนะคะ ดิฉันชื่ออภิญญา เกิดทะเล เรียกง่ายๆว่าหมิวค่ะ ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่
มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 6 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ค่ะ อีกไม่นานก็จะจบมาเป็นเภสัชกรแล้วนะคะ
แต่ก่อนหน้านั้นสิคะไม่ง่ายเลยจริงๆ ต้องผ่านการฝึกงานทั้ง 7 ผลัด ซึ่งในแต่ละผลัดก็จะมี
ความแตกต่างกันออกไป ซึ่งภายหลังจากฝึกเสร็จ ภารกิจก็ยังไม่เสร็จนะคะยังต้องมีสอบสภา
เภสัชกรรมก่อนอีก แหะๆแค่คิดก็เหนื่อยแล้วค่ะ
เอาเป็นว่าทำทุกวันให้มีความสุขพอ แล้วเก็บเกี่ยว
ประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด วันนี้ก็จะมาเล่าถึงประสบการณ์
จากการฝึกงานผลัดแรกให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึง ชีวิตการฝึกงาน
ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 6 ในผลัดปฐมภูมิกันค่ะ
แท่นแทนนนน เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่ขอนแก่น เมืองสวยมาก
ค่ะ เจริญมากเลย เคยได้ข่าวมาว่าเป็นเมืองคนหน้าตาดี อิอิ แต่ประเด็นคือเราไม่ได้ฝึกงานใน
เมืองกันสิคะ เรามาฝึกที่อำเภออุบลรัตน์ ห่างจากตัวเมืองออกมาหลายกิโลเมตรอยู่เหมือนกัน
ค่ะ ที่นี่เป็นโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ แต่ทุกคนในโรงพยาบาลรู้จักกันหมด ใครเดินผ่านกันก็จะ
ยกมือไหว้กัน ผู้คนยิ้มแย้มให้กัน เป็นภาพที่น่าประทับใจค่ะ อ้อดิฉันลืมบอกไปคะ งานที่ดิฉัน
มาฝึกไม่ใช่งานในโรงพยาบาลนะคะ แต่เป็นงานลงชุมชนค่ะ บางคนคงอาจเพิ่งเคยได้ยินว่า
เภสัชกรไปลงชุมชนทำไม?? เดี๋ยวก็จะได้รู้กันแล้วนะคะ ครั้งแรกที่ไปลงชุมชน ดิฉันและเพื่อน
ได้ลงไปพร้อมกับพี่เภสัชกร ตอนลงไปได้เห็นความเป็นอยู่ของหมู่บ้าน บ้านแต่ละหลังจะอยู่ติด
กันมาก ในชุมชนมีบ้านหลายหลังมากเลยค่ะ บ้านที่เราลงไปบ้านแรกภาพที่เห็นคือ ผู้ป่วยใน
บ้านสนิทกับพี่เภสัชกร ซึ่งบ่งบอกว่าพี่เภสัชกรต้องผ่านการลงบ้านนี้มาหลายสิบครั้งแล้วจริงๆ
พี่เภสัชกรเล่าว่าได้เข้ามาดูแลลุงจนลุงสุขภาพดีขึ้น ถ้าไม่ได้ลงมาดูป่านนี้ก็คงจะไม่รอดแล้ว
สิ่งที่ได้ฟังทำให้รู้สึกตื่นเต้นและภาคภูมิใจในตัวของพี่เภสัชกรท่านนั้นว่า อื้มพี่เขาเก่งจริงๆ แต่
คงจะเหนื่อยน่าดูเพราะต้องรับผิดชอบงานที่โรงพยาบาลอีก ของแบบนี้ต้องทำด้วยใจจริงๆ
ทำให้ดิฉันเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาว่าอยากเก่งให้เหมือนพี่เขาบ้าง แล้วหลังจากนั้นก็ได้ไปบ้าน
ของผู้ป่วยอีกรายหนึ่งที่เป็นผู้ป่วยนอนติดเตียงจากการอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งผู้ป่วยมีภาวะท้อง
ผูก โดยพี่เภสัชกรก็ได้ฝากให้พวกเราดูแลในเรื่องนี้ พอกลับมาคืนนั้นฉันและเพื่อนก็เตรียมตัว
กันอ่านหนังสือเต็มที่กันมากเกี่ยวกับโรคเรื้อรังซึ่งเป็นโรคที่พบได้มากในชุมชน ซึ่งก็ได้แก่โรค
เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เกาต์ ไตวายเรื้อรัง อีกทั้งดูเรื่องยาแก้ท้องผูก เพื่อจะมีความรู้ใน
การไปลงชุมชนวันพรุ่งนี้ เย้!! อ้อดิฉันลืมบอกอีกแล้วค่ะ ว่าพี่เภสัชกรเขาให้ดิฉันกับเพื่อนไปลง
ชุมชนกันเองในวันถัดไป ตื่นเต้นๆ หลังจากไปอ่านมาแล้วพวกเราก็ได้ไปพูดคุยเรื่องยาที่มี
ความเหมาะสมกับผู้ป่วยรายนี้ให้พี่เภสัชกรฟัง พอพูดคุยกันเสร็จก็ได้ไปทำภารกิจกันแล้วจ้า
บ้านแรกของวันนี้คือบ้านป้าที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก ภายหลังจากที่ได้แนะนำการใช้ยากับป้า
เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดิฉันก็ได้ไปขอแรงน้องหลานสาวของป้าให้มาช่วยพาเดินเยี่ยมชมหมู่บ้าน
เพื่อที่จะเขียนแผนที่เดินดิน การเดินเยี่ยมชมหมู่บ้าน ได้พูดคุยถึงความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์
ของแต่ละบ้าน มันทำให้คนที่วาดแผนที่อย่างดิฉันเพลิดเพลิน จนไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่าง
ใด ตอนนั้นพวกเรามีเงินติดตัวไป 35 บาท หลังจากที่เดินไปเรื่อยๆก็ได้หิวน้ำ แต่ไม่น่าเชื่อเลย
ว่าเงิน 35 บาทจะสามารถซื้อชาไข่มุกได้สามแก้ว แถมเหลือเงินอีกด้วย อิอิ เดินไปเดินมาก็เจอ
ป้าคนนึงที่ใจดีมาก มาเดินร่วมไปกับเราด้วย แถมป้ายังพาไปกินมะม่วงอร่อยๆบ้านป้าอีกด้วย
การลงชุมชนในครั้งนั้นทำให้ดิฉันรักการลงชุมชนมาก เพราะการลงชุมชนมันคือเสน่ห์ ซึ่ง
เสน่ห์มาจากมิตรภาพ ความมีน้ำใจจากคนในชุมชน รอยยิ้มที่ได้รับกลับคืนมา การต้อนรับ
อย่างดีถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นั่นแหละค่ะคือจุดเริ่มต้นที่
ทำให้ดิฉันรักการลงชุมชน และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ลง ซึ่งหลังจากนั้นพวกเราก็ได้ลงชุมชน
ไปเรื่อยๆ ในแต่ละครั้งที่ได้ลงก็เจอผู้คนที่แปลกใหม่ไปเรื่อย เจอเรื่องใหม่ๆ จนตอนนี้มีความ
รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพูดเก่งมาก พอได้พูดกับคนในชุมชน เราสามารถคุยได้ทุกเรื่องตั้งแต่สาก
เบือยันเรือรบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ หรือเรื่องอื่นๆ ทุกครั้งที่ได้ไปแม้จะเหงื่อไหล
มากมาย แดดร้อนแค่ไหน แต่ก็ทำให้ยิ้มได้ทุกครั้ง ซึ่งภายหลังจากการลงชุมชนในแต่ละครั้ง
ก็ไม่ได้แค่ลงก็จบ พวกเราจะมีการนำปัญหาจากแต่ละบ้านมาพูดคุยเพื่อช่วยกันวางแผนแก้
ปัญหากับพี่เภสัชกร และวันถัดมาเราก็จะนำวิธีการที่ได้พูดคุยลงไปใช้กับผู้ป่วย ซึ่งหากรายใด
ที่มีปัญหามากๆพี่เภสัชกรก็จะลงไปดูเองหรืออาจจะทำเรื่องส่งต่อให้มาเข้ารับการรักษาใน
โรงพยาบาลต่อไป นี่สินะคือเภสัชกรปฐมภูมิอย่างแท้จริง ที่มีมาตรการเชิงรุก
ไม่ได้รอให้ผู้ป่วยมา
หาที่โรงพยาบาล แต่เป็นการลงไปเยี่ยมถึงบ้าน ลงไปดูปัญหา ลงไปพูดคุยถึงที่ ได้เห็นความ
เป็นอยู่ เห็นสภาพแวดล้อม เห็นสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงล้วนส่งผลต่อ
สุขภาพของผู้ป่วยทั้งนั้น ขอบคุณความบังเอิญที่ทำให้เราได้มาฝึกงานที่นี่ ที่ๆให้ประสบการณ์
การลงชุมชนอย่างแท้จริง และได้รู้ว่าการรักษาผู้ป่วยไม่ได้มองแต่ตัวของผู้ป่วย แต่ทุกสิ่งทุก
อย่างที่อยู่รอบตัวผู้ป่วย ล้วนมีผลกับสุขภาพของผู้ป่วยทั้งสิ้น ซึ่งเรียกง่ายๆว่า การมองอย่าง
เป็นองค์รวม สิ่งที่ได้พิมพ์ออกมาทุกถ้อยคำล้วนออกมาจากความรู้สึกของดิฉันอย่างแท้จริง
ขอบคุณผู้อ่านที่อุส่าเสียสละเวลามาอ่านจนถึงตอนจบค่ะ หากมีประสบการณ์อะไรดีๆอีก ดิฉัน
จะมาแชร์อีกนะคะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น